โครงการ พีที เติมพลังสัมมาชีพ เพื่อสนับสนุนมูลนิธิพระดาบส

เคน ภูภูมิ และ โทนี่ รากแก่น ชวนแฟนๆ ร่วมสนับสนุน โครงการ พีที เติมพลังสัมมาชีพ สนับสนุนมูลนิธิพระดาบส

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปคุณภาพสูง และผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน “พีที” กว่า 700 สาขาทั่วประเทศ จัดงานแถลงข่าวโครงการ“พีที เติมพลังสัมมาชีพ” เป็นปีแรก โดยเป็นโครงการเพื่อสังคมระยะยาวของพีที ที่มุ่งให้การสนับสนุนมูลนิธิพระดาบสองค์กรกุศลสาธารณะที่ดำเนินการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการให้โอกาสที่สองของชีวิตแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่เป็นผู้มีความตั้งใจจริง ให้ได้เข้ามาศึกษาวิชาชีพช่างในโรงเรียนพระดาบส ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาวิชาชีพ อันเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อคนเรามีอาชีพติดตัวแล้ว ย่อมสามารถนำไปสร้างความเจริญ สร้างประโยชน์อีกนานับประการให้แก่ชุมชนและประเทศชาติได้

ทางด้านพีที สถานีบริการน้ำมัน โดย นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้ามาสนับสนุนมูลนิธิพระดาบสในโครงการนี้ว่า ว่า “พีทีเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาชีพ ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘การมีวิชาชีพนั้น ไปทำอะไรก็ได้ และไปได้ไกลกว่า’ ผู้มีวิชาชีพจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาต่อไปได้ ดังนั้นการสร้างอาชีพจึงเปรียบเสมือนการเติมพลังให้กับแผ่นดิน พีทีจึงมีความประสงค์ที่จะสนับสนุนมูลนิธิพระดาบส ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะกุศลที่ดำเนินการสนองพระราชดำริที่มุ่งช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้มีวิชาช่างสำหรับประกอบสัมมาอาชีพและเป็นคนดีในสังคมต่อไป”

การให้การสนับสนุนมูลนิธิพระดาบสของโครงการ พีที เติมพลังสัมมาชีพ ในปี 2556 นี้ พีทีจะให้การสนับสนุนในแง่ของเงินบริจาคเพื่อเป็นทุนการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนพระดาบสทั้งรุ่น ซึ่งค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของมูลนิธิฯ ต่อนักเรียน 1 คน จะอยู่ที่ 80,000 บาทต่อปี โดยเงินทุนนี้จะเริ่มใช้ในปี 2557 ซึ่งในเบื้องต้นพีทีจะมอบเงินทุนตั้งต้นจำนวน 2 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน จนถึงวันที่ 30 พฤศจิการยน 2556 นี้ พีทีจะให้ลูกค้าผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที่กระจายอยู่กว่า 700 สาขาทั่วประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคครั้งนี้ โดยทุกครั้งที่เติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันพีที รายได้ทุกๆ 5 สตางค์ต่อลิตร จะถูกนำเข้าสมบททุนกับมูลนิธิและโรงเรียนพระดาบส ภายใต้ โครงการ พีที เติมพลังสัมมาชีพ ทันที ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดโครงการปี 2556 นี้ เงินบริจาคทั้งหมดคาดว่าจะรวมเป็นเงินโดยประมาณทั้งสิ้น 17 ล้านบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคม 2556 ทั้งนี้ พีทียังได้วางแผนโครงการในระยะยาว ในปีที่ 2 จะเป็นการสนับสนุนเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนพระดาบส เพื่อให้ศิษย์พระดาบสได้มีความคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆ สำหรับการประกอบอาชีพของตน และในปีที่ 3 จะเป็นการสนับสนุนการสอนวิธีคิดในการทำธุรกิจให้ศิษย์พระดาบส เพื่อเป็นรากฐานในการวางแผนสร้างธุรกิจของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการวางแผนงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนทางมูลนิธิและศิษย์พระดาบสต่อไปในระยะยาวอีกด้วย

 

นอกจากนั้นแล้วพีทียังอยากเป็นอีกแรงหนึ่งที่มีส่วนช่วยขยายศูนย์โรงเรียนพระดาบสให้กระจายอยู่ในภาคต่างๆ เพื่อการเรียนรู้วิชาชีพครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยส่วน ดร. สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส เผยถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนพระดาบสว่า “โรงเรียนพระดาบสเปิดสอนวิชาชีพระดับ ‘ประกาศนียบัตรพระดาบส’ หลักสูตร 1 ปี ศิษย์พระดาบสที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาจะได้รับโอกาสในการเลือกสาขาที่ตนสนใจเรียน ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 8 สาขา คือ หลักสูตรวิชาช่างไฟฟ้า หลักสูตรวิชาวิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์ หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ หลักสูตรวิชาชีพการเกษตรพอเพียง หลักสูตรวิชาชีพช่างซ่อมบำรุง หลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล หลักสูตรวิชาชีพช่างไม้เครื่องเรือน และหลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม โดยการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้สามารถนำความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพได้จริง ได้ทดลองปฏิบัติกับเครื่องมือด้วยตัวเองจริงๆ โดยมีครูผู้สอนประจำโรงเรียนทั้งหมด 19 คน และดาบสอาสาที่มาจากสถานศึกษาและองค์กรชั้นนำต่างๆ อีกประมาณ 70 คน โดยศิษย์ช่างพระดาบสทุกคนจะต้องเรียนเตรียมช่างเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือน ก่อนเรียนตามหลักสูตร เพื่อฝึกทักษะความรู้พื้นฐานช่างและฝึกความอดทน นอกจากนั้นศิษย์พระดาบสทุกคนจะต้องเรียนวิชาศึกษาทั่วไปและทักษะชีวิตสัปดาห์ละ 1 วัน และต้องผ่านการฝึกงานในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ศิษย์พระดาบสทุกคนที่จบออกไปมีความเป็นมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับ และสามารถทำงานเลี้ยงชีพ ประพฤติตนดีไม่เป็นปัญหาแก่สังคม พร้อมถ่ายทอดความรู้ที่ตนมีให้แก่ผู้อื่นต่อไปได้

โดยในช่วงเดือนมกราคม ถึงมีนาคมของทุกปี จะเป็นช่วงของการรับสมัครศิษย์พระดาบสจากทั่วประเทศ โดยนอกจากผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่มูลนิธิได้กำหนดไว้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจริง มีศีลธรรมและวินัยในการดำรงชีวิต พร้อมที่จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบของการเข้าอยู่ประจำในโรงเรียนตลอดหลักสูตรสามารถเลิกอบายมุข บุหรี่ สุรา และสิ่งเสพติดทุกชนิด”นอกจากนี้ มูลนิธิพระดาบสยังได้มีศิลปินที่มีจิตอาสาเพื่อเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในการประชาสัมพันธ์มูลนิธิฯ ให้แพร่หลาย อาทิ สำราญ ช่วยจำแนก (อี๊ด วงฟลาย), ฝันดี-ฝันเด่น จรรยาธนากร, นิธิชัย ยศอมรสุนทร (หยวน ดราก้อนไฟว์), ศรัณย์ ศิริลักษณ์ (พอร์ช นักแสดงช่อง 7 สี), มาลีวัลย์ เจมีน่า, และ ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (นุ่น นักแสดงสาวชื่อดัง) ทั้งนี้ในวันเปิดตัวโครงการยังได้แขกรับเชิญพิเศษ เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ และโทนี่ รากแก่นพร้อมพิธีกรสาวสวย จอย-รินรณี ศรีเพ็ญ มาร่วมพูดคุยถึงมุมมองของแต่ละท่านเกี่ยวกับความสำคัญและโอกาสของการศึกษาวิชาชีพ

โดย คุณสำราญ ช่วยจำแนก (อี๊ด วงฟลาย) กล่าวถึงการร่วมงานครั้งนี้ว่า “วิชาชีพ เป็นการศึกษาที่เร็วที่สุด ตรงจุดที่สุด เมื่อเรียนจบก็มีงานรองรับ มีจุดหมายชัดเจน ผมมีโอกาสเข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของมูลนิธิพระดาบสปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว คอยเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของมูลนิธิ โรงเรียน และศิษย์พระดาบสแก่บุคคลภายนอก ผมรู้สึกดีใจมากที่ในระยะหลังๆ นี้เราเห็นมูลนิธิพระดาบสค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คือ มีคนรู้จักและเห็นถึงความสำคัญของมูลนิธิพระดาบสโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มากขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดรัฐบาลได้เริ่มสร้างแนวทางการเพิ่มสัดส่วนของนักเรียนสายอาชีพ นั่นเป็นเพราะแรงงานสายอาชีพคือส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แรงงานสายอาชีพจึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ในขณะประเทศเรายังคงขาดแคลนแรงงานเหล่านี้ ดังนั้นการให้การศึกษาวิชาชีพแก่คนด้อยโอกาสเหล่านี้นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพติดตัวให้พวกเขาแล้ว ยังสร้างโอกาสในการทำงาน และอาจมอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเขาอีกด้วย”

     
ด้าน คุณเคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ พระเอกหนุ่มสุดฮอตที่เคยมีชีวิตวัยเด็กอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด กล่าวเสริมว่า “ตอนเด็กๆ ผมอยู่ต่างจังหวัด เป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี พอโตขึ้นมาหน่อยประมาณขึ้นชั้นมัธยม 1 ก็มีโอกาสได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ได้ทำงานที่ผมรัก และได้เรียนรู้วิชาการแสดงจากครูเก่งๆ หลายท่าน ทำให้ผมมาถึงวันนี้ได้ การที่ผมเคยอยู่ต่างจังหวัดทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของ ‘โอกาส’ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถได้รับโอกาสเหล่านี้ ยังมีคนอีกมากที่อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน มูลนิธิพระดาบสจึงเป็นเหมือนโอกาสที่สองของชีวิต ให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้เรียนรู้วิชาชีพ และสามารถนำความรู้ความสามารถที่เขามีไปต่อยอดทำอะไรได้อีกมากมาย อยากเชิญชวนพี่น้องๆ มาร่วมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ผ่านการสนับสนุนมูลนิธิพระดาบส หรือง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มพีทีก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนครั้งนี้แล้วครับ”
คุณโทนี่ รากแก่น แฮร์สไตล์สิสหนุ่มหล่อชื่อดัง ที่ยังควบตำแหน่งเป็นพระเอกหนุ่มมากความสามารถ กล่าวว่า “การศึกษาวิชาชีพเป็นทางเลือกอย่างหนึ่งที่เพิ่มโอกาสให้ตัวเอง เพราะการมีวิชาชีพทำให้คุณสามารถเลี้ยงชีพได้ แต่การมีวิชาชีพและเป็นมืออาชีพสามารถทำให้คุณไปไกลได้กว่าที่คุณคิด การที่จะเป็นมืออาชีพนั้นได้นั้นต้องมี 2 สิ่ง นั่นคือ ใจที่มุ่งมั่นและรักในสิ่งที่ทำ บวกกับโอกาสที่ได้เรียนรู้จากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ได้ทำ ได้อยู่กับสิ่งนั้นจริงๆ อย่างตัวผมเองกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยฝึกเป็นลูกมือช่างทำผมที่ออสเตรเลียอยู่เป็นปีๆ ฝึกใช้ทักษะ กับอุปกรณ์ทำผมต่างๆ ต้องฝึกฝนบ่อยๆ ตัดบ่อยๆ ยิ่งบ่อยยิ่งดี และติดตาม เทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ จนมีวิชาชีพติดตัวพร้อมกับความเชี่ยวชาญให้คนอื่นยอมรับว่าเราคือ มืออาชีพ นั่นทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานที่ท้าทายและคาดไม่ถึงอีกมากมาย ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีจึงอยากให้ทุกๆ คนช่วยกันบอกต่อโอกาสที่ดีนี้ต่อไปยังผู้ด้อยโอกาสที่มีความตั้งใจและสนใจอยากมีความรู้วิชาชีพให้เข้ามาสมัครเป็นศิษย์พระดาบสครับ”
Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Your email address will not be published.