เปิดประสบการณ์เทรลครั้งแรกในชีวิตที่ The North Face 100 Thailand 2018

เมื่อได้เริ่มมาวิ่ง จากเป้าหมายตอนแรกก็เพื่อลดความอ้วน แล้วพอวิ่งไปเรื่อยๆก็รู้สึกสนุก ไปลงงานวิ่งต่างๆบ้าง ซึ่งก็ฝึกฝนและซ้อมไปเรื่อยๆตามสุขภาพร่างกายที่ไหว เอาจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เลยด้วยซ้ำกับการก้าวข้ามจากการวิ่งถนน มาสู่การวิ่งเทรล

และสนามแรกที่นุทลงคือ The North Face 100 Thailand 2018 ซึ่งตัวเองได้รับเชิญไปร่วมงาน แรกๆก็คิดและลังเลอยู่นาน เรานึกภาพไม่ออกว่าการวิ่งเทรลมันเป็นเช่นไร ทุกครั้งที่เห็นภาพออกมามันคือการปีนเขาชัดๆ อีกทั้งโดนขู่สารพัดจากบรรดาเซเลบนักวิ่งอย่างพี่ป๊อก ที่บอกว่าให้ถอนตัว ไหนจะเพื่อนๆอีกที่บอกว่าทำไมถึงเลือกสนามนี้เป็นเทรลแรก รู้ไหมว่ามันมีกิติศัพท์ว่า”งานปิ้งย่าง”เลยนะ แถมจะยังระยะอีกที่ต่ำสุดของงานนี้คือ 15 กิโลเมตร วิ่งปกติเคยเยอะสุดทางราบก็ 10 กิโลเมตร

เอาแล้วงัย ทำงัยดี แต่ก็คิด ว่าตั้งแต่รู้ตัวว่าจะลงก็ซ้อมมาตลอด ตากแดดมันก็แค่ดำป่ะ ไม่เป็นไรๆ ไปเรื่อยๆเท่าที่ไหว ไม่ไหวก็รอรถมาเก็บ คิดอยู่แค่นั้น กลัวก็กลัว แต่แบบ เอาน่า มาถึงขนาดนี้แล้ว ต้องสู้สิ

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ความคิดมากมายถาโถมมาเต็มไปหมด จะยังงัยดี จะไหวไหม รองเท้าก็ใช้รองเท้าวิ่งปกติ ต้องซื้อรองเท้าเทรลรึป่าว ไหนจะเป้น้ำอีก สภาพถนนเป็นงัย อากาศจะแบบไหน เออ คิดเยอะมากมาย ระหว่างนั้นก็ดูข้อมูลต่างๆไปเรื่อย แล้วเรื่องดีๆก็มาคะ อาทิตย์ที่จะไปวิ่ง อยู่ดีๆอากาศก็กลับมาหนาวอีกครั้ง หนาวแบบที่เขาใหญ่อุณหภูมิเหลือราวๆ 16-17 องศา เห้ย มันดีอะ โชคเข้าข้างเราแล้ว

จนมาถึงสถานที่จริง เพื่อมารับบิบ เสื้อ จนถึงมาฟังเทคนิคต่างๆจากนักวิ่งเทรลระดับพระกาฬทั้งหลาย ก็ได้นำแนวคิดของการเลือกอุปกรณ์ การเตรียมตัว เทคนิคต่างๆในการวิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่นุทฟังแล้วจำขึ้นใจเลยคือข้อคิดจาก ดร.จุ๋ง นั่นคือ ระหว่างที่เราวิ่งสิ่งสำคัญคือฟังร่างกายตัวเอง อย่าไปสนใจว่าจะถูกแซงรึต้องการเอาชนะอย่างเดียว นี่แหละที่ทำให้นุทคิดว่าเราจะไม่รั้น ไม่ไหวคือไม่ไหว แต่คิดว่าตัวเองต้องทำได้ก็เลยเชคเวลาในการ DNF ของระยะ 15 กิโลนั่นคือ 4 ชม. ซึ่งเอาคร่าวๆที่คิดนะ ปกติเดินเร็วๆ 1 ชม. 10 นาที แบบนี้ 15 กิโลเมตร ต้องทำเวลาราวๆ 150 นาที คิดได้เช่นนี้งานนี้ตรูไม่ DNF แน่นอน เพราะอย่างน้อยเวลาวิ่งต้องใช้เวลาน้อยกว่านั้นสินะ

 

ตอนนี้ก็ได้เวลากลับมาพักผ่อน ได้แต่คิดจะนอนหลับไหมนะ จะตื่นรึป่าว ดีนะที่วันนั้นนุทเพลียมากๆ สามารถนอนตั้งแต่ราวๆ 4 ทุ่มแม้จะหลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆทั้งคืนด้วยความกังวลต่างๆว่าจะกินอะไรก่อนวิ่งดีไหม จะปวดท้องป่าว วิ่งๆไปจะมีน้ำไหมนะ  เอาเข้าไป คิดเยอะไปหมด แล้วก็ถึงเวลาตื่นคะ ก่อนอื่นเลย เชคสภาพอากาศคะ พระเจ้าช่วยอุณหภูมิ 16 องศา แบบว่าอากาศดีฝุดๆ สบาย แต่พอเปิดประตูห้องออกไป แอร๊ย หนาวอะ ทำงัยดีๆ ไม่มีปลอกแขนมาด้วย เอาฟระ เอาเสื้อแขนยาวมาใส่ข้างในไว้ก่อน ดีนะเอาบัฟมา 2 ผืนเอาใส่คอไว้ผืนนึงกันลม ใส่แขนไว้ซับเหงื่อผืนนึง กางเกงก็เตรียมแบบขายาว โอเค เมื่ออุปกรณ์ครบ ออกเดินทางไปสนามคะ ก่อนขึ้นรถก็แวะไปคว้าขนมปังโอลวีททาเนยมา 2 แผ่น

พอมาถึงสนาม คนเพียบเลย ตื่นเต้นๆ มาถึงปุ๊บเค้ากำลังปล่อยระยะ 25 กิโลเมตร มันยิ่งตื่นเต้นมากๆ ระหว่างรอเวลาก็ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคะ ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก เห็นเค้ายืดท่าไหนกันก็เอาบ้างๆ ยืดๆไปคะ พอเริ่มเรียกเข้าจุดปล่อยตัว ความตื่นเต้นยิ่งมากขึ้น แล้วก็เก็บภาพบรรยากาศรอบๆ พร้อมการปล่อยตัวก็เริ่มต้นขึ้น เวลาที่รอคอยมานานนับเดือนก็เริ่มแล้วคะ บทพิสูจน์ที่ตัวเองคิดไว้จะเป็นยังงัยคือเวลาหลังจากนี้

เริ่มวิ่งจากท้องถนนไปเรื่อยๆ รอยยิ้มของผู้ร่วมวิ่งที่ยิ้มแย้มให้กัน และผู้คนรอบข้างระหว่างเส้นทางวิ่ง อากาศก็ดี ทางเริ่มยากขึ้นละคะมีการขึ้นเขา พยายามที่จะวิ่งแต่แล้วก็คิดว่าอย่าไปฝืน งั้นเดินสิคะ อิอิ เดี๋ยว HR จะพุ่งแล้วจะเหนื่อยเกินไป ทางก็เริ่มยากขึ้นละคะ จากทางถนนลาดยางเข้าสู่ไร่อ้อย เหงื่อเริ่มซึมๆเล็กน้อย เราก็ยังรู้สึกลั้นลา สดชื่นกับอากาศและบรรยากาศข้างทาง

แต่แล้วระยะทางที่น่าตื่นเต้นก็มาถึง พระเจ้าช่วย ทำไมคนเค้ายืนรออะไรกัน ติดกันยาวเลยแหะ นี่งัยเส้นทางที่เค้าว่าพีคของสนามนี้ มันคือการปีนเขา ใช่คะเพื่อนๆเข้าใจไม่ผิด มันคือการเดินขึ้นเขากับเส้นทางที่ไม่ใช่ทางราบเรียบ แต่ด้วยความที่เราเดินต่อกันไปเป็นแถวๆไปเรื่อยๆ ชื่นชมกับบรรยากาศรอบข้าง หายใจเข้าลึกๆ สูดโอโซนเข้าไปเยอะๆ อยากบอกว่า เห็นเดินเรื่อยๆแบบนี้ เหนื่อยนะนี่

นุทก็เดินไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ พอถึงช่วงที่เป็นทางลาดพอจะวิ่งไหวก็จะวิ่งไปเรื่อยๆ ซึ่งบอกเลยว่าโชคดีมากๆที่ปีนี้ไม่มีแดด อากาศก็ดีมากๆ สดชื่นตลอด เจอสวน ดอกไม้ เราก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แล้วเราก็กลับเข้าสู่พื้นถนน นั่นแปลว่าเราใกล้ถึงเส้นชัยแล้วสินะ เมื่อเข้าสู่ถนน นุทก็วิ่งยาวๆไปเรื่อยๆ ยังมีแอบแวะถ่ายรูปกับดอกไม้ข้างทางบ้าง เมื่อเข้าสู่เขตเส้นชัย ก็จ้ำสุดๆ เมื่อถึงเส้นชัย ได้ยินเสียงประกาศชื่อของตัวเองมันฟินมากๆ และแล้วก็ทำได้ นี่แหละความสำเร็จที่เรามุ่งมั่น มันพิสูจน์ตัวเองแล้ว ว่าเราทำได้

สำหรับสนามนี้บอกเลยว่า ถือว่าเป็นสนามนึงที่เค้าว่าโหด นุทเห็นหลายคนบาดเจ็บ เพราะบางเส้นมีก้อนหินเยอะ อาจจะมีลื่น ข้อเท้าพลิก ล้มก็มี  อย่างที่คิดเลยฟังร่างกายตัวเอง ถนอมตัวให้ยาวจนจบ นี่คือสิ่งที่นุทคิดตลอดเส้นทาง สนามนี้มีน้ำดื่มให้ตลอดทุกๆ 2 กิโลเลยก็ว่าได้คะ ทั้งน้ำเปล่า ทั้งเกลือแร่ เลยรู้สึกเป็นประสบการณ์ที่ดีกับการวิ่งเทรลครั้งแรกในชีวิต และบอกได้เลยคะว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการวิ่งเทรลสำหรับนุทแน่นอน

 

 

 

ก็อยากชวนเพื่อนๆที่วิ่งถนนมาแล้วเบื่อ มาลองวิ่งเทรลกันคะ แล้วเพื่อนๆจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต กับบรรยากาศ กับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา แล้วถ้านุทไปงานไหนอีกจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังกันอีกนะคะ

สุดท้ายนี้ต้องของคุณ The North Face 100 Thailand 2018 ที่ชวนนุทไปเปิดประสบการณ์เทรลครั้งแรกในชีวิต แล้วพบกันอีกปีหน้ากับ The North Face 100 Thailand 2019 เพื่อนๆที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ The North Face 100 Thailand

ดูบรรยากาศเพิ่มเติมได้ที่คลิปนะคะ

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Your email address will not be published.