จันทบุรี ถิ่นนี้มีมนต์ขลัง ตอนที่ 3

จริงๆหลังจากตอนที่ 2 นุทก็เข้าพักและทานอาหารเย็น ซึ่งก็คิดได้ว่า เดี๋ยวแยกเรื่องที่พักและอาหารออกไปก่อนน่าจะดี จะได้โพสรูปแบบเน้นๆกันไป เพื่อนๆจะได้อิ่มหนำ ดังนั้นตอนนี้เราก็จะมาพาเที่ยวจันทบุรีกันต่อคะ หลายๆครั้งที่ถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ นุทว่าส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง สวนผลไม้ ยามที่เป็นหน้าผลไม้ และขึ้นเขาคิชกุฏ ซึ่งนุทเองต้องบอกเลยว่ายังไม่มีโอกาสได้ขึ้นเขา ได้แต่หวังว่าคงจะมีโอกาสสักวันหนึ่ง

ช่วงเช้าที่เราออกจากโรงแรม ก็เตรียมเดินทางไปยังคุกขี้ไก่ ซึ่งระหว่างทางเราก็แวะดื่มด่ำกับบรรยากาศข้างทาง ณ จุดชมวิว สะพานตากสินมหาราช

ซึ่งโชคดีที่ฟ้าเปิด ทำให้เราได้เห็นฟ้าใสๆกับท้องทะเล และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่แถวๆนี้ก็จะเป็นการทำประมงเสียส่วนใหญ่

เมื่อพวกเราเก็บภาพที่ระลึกบนสะพานกันเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกันต่อคะไปยังคุกขี้ไก่

คุกขี้ไก่

คุกขี้ไก่ เป็นคุกโบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศส ได้เข้ามายึดครองจังหวัดจันทบุรีและได้สร้างคุกขี้ไก่นี้ขึ้นเพื่อกักขังนักโทษชาวไทยที่ได้ต่อต้านกับชาวฝรั่งเศส ที่มาอยู่ในประเทศไทยนี้ พร้อมกับการสร้างตึกแดง ชั้นบนเป็นที่เลี้ยงไก่สำหรับถ่ายมูลใส่หัวนักโทษข้างล่าง คุกขี้ไก่มีลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจุตรัสลบเหลี่ยม มีขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 10 เมตร ที่ตั้งของคุกขี้ไก่อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลปากแหลมสิงห์  อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี

ภายในคุกขี้ไก่ก็จะเป็นทางสี่เหลี่ยม ผนังทึบจะมีช่องให้มีอากาศหายใจบ้างดั่งในรูป

นุทถ่ายแบบพาโนรามา รูปเลยดูแปลกๆแต่อยากให้เพื่อนๆได้เห็นรูปภายในคุกว่าเป็นเช่นไร เมื่อได้เข้าไปก็รู้สึกอึดอัดปนหนาวๆยังงัยไม่รู้ แม้ว่าภายนอกจะแดดร้อนเปรี้ยงขนาดไหน แต่ภายในคุกนั้นกลับเย็นยะเยือกยังงัยไม่รู้บอกไม่ถูก คือ ถ้าหมดธุระแล้ว นุทก็ขอรีบออกมาก่อนแล้วกันนะคะ รู้สึกไม่ดีพิลึกๆ

แล้วเราก็เดินทางกันต่อคะไปยังตึกแดง ซึ่งตึกแดงมีประวัติคร่าวๆดังนี้

ตึกแดง

ตึกแดง เป็นอาคารชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน กว้าง 7 ม. ยาว 32 ม. ทาสีแดงชาด ภายในแบ่งเป็น 5 ห้อง มีประตูเปิดถึงกันหมด มีระเบียงสองด้านตามแนวยาวของตัวตึก สร้างขึ้นในบริเวณที่ตั้งป้อมปืนเก่าแก่และได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อรับศึกญวน ฝรั่งเศสได้รื้อตึกจากตัวป้อมมาสร้างตึกแดงเพื่อใช้เป็นที่พักนายทหารและกองรักษาการณ์ปากน้ำแหลมสิงห์   ตึกแดงได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2527 และใช้เป็นอาคารห้องสมุดและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของ อ.แหลมสิงห์ ต่อมาเลิกใช้และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ภายในตึกแดงจะมีวัตถุโบราณเก่าๆเช่นปืนใหญ่ หลังคากระเบื้อง ลูกกระสุนปืนใหญ่ โซ่ ซึ่งเราก็ได้พบกับลุงเล็กคอยให้ความรู้กับพวกนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และสิ่งหนึ่งที่เมื่อเราเห็นถึงกับตื่นเต้นมากๆคือ รอยที่ผนังภายในตึกแดง ที่คล้ายกับพระบรรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รอยนี้เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีผู้ใดมาสร้างไว้ เพื่อกันการถูกทำลายจากนักท่องเที่ยวมือบอนลุงเล็กจึงได้ทำการใส่กรอบรูปเอาไว้

เสร็จจากที่ตึกแดงแล้วพวกเราก็เดินทางกันต่อคะ ไปยัง โอเอซีส ซีเวิลด์ เพื่อไปชมโลมาแสนรู้กันคะ สำหรับที่นี่ได้รับความเสียหายจากพายุที่ผ่านมาเลยทำให้สถานที่อาจจะดูทรุดโทรมอย่างมาก แต่ดังคำกล่าว the show must go on ที่นี่จึงเปิดทำการแสดงต่อไปคะ

ที่นี่เราก็จะได้พบกับการแสดงความสามารถพิเศษต่างๆของเจ้าโลมา ที่ได้รับการฝึกโดยครูฝึกคนไทย แถมเจ้าโลมาบางตัวก็เป็นโลมาที่เกิดโดยธรรมชาติ แล้วติดอวนชาวประมงเข้ามา ซึ่งงกว่าจะทำการฝึกโลมาเหล่านี้จะยากลำบากกว่าโลมาที่เกิดภายในฟาร์มเอง

เจ้าโลมาพวกนี้น่ารักมากๆคะ พวกนุทก็ช่างมีโอกาศพิเศษจริงๆที่ได้เข้าไปชื่นชมโลมากันอย่างใกล้ชิด ได้เข้าไปกอด ไปจับโลมาตัวเป็นๆด้วยคะ

ถึงกับแยกไม่ออกเลยใช่ไหมคะ ว่าไหนโลมา ไหนนุท เฮ้อ ตัวเท่ากันเลยอ่ะ รู้สึกสลดทันตา แต่ก็อิ่มเอมกับสิ่งที่เป็นและประสบการณ์ดีๆที่ได้รับนะคะ เสร็จจากการดูโชว์เสร็จพวกเราก็เดินทางกลับ กทม. แอบมีแวะช้อปของฝากกันเล็กๆน้อยๆ แหมๆก็ช่วงนี้ ผลไม้เด็ดๆของที่นี่ออกมายั่วใจกันเพียบเลยคะ เลยมิควรพลาดที่จะซื้อเป็นของฝากติดมือมายังครอบครัว

สำหรับทริปการท่องเที่ยวจันทบุรีของนุทแบบสองวันหนึ่งคืนก็จบแต่เพียงเท่านี้คะ ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบพระคุณทางจังหวัดจันทบุรีที่พานุทไปเปิดหูเปิดตากับโลกกว้างในครั้งนี้ และหวังว่าเพื่อนๆที่ติดตามอ่านคงจะสนุกไปกับนุทด้วยนะคะ อ่านจบแล้วก็ ไปคะ ไปเที่ยวกัน เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ เริ่มจากจังหวัดใกล้ๆบ้านคุณกันก่อนก็ได้คะ

 

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Your email address will not be published.